2005/Sep/30

"ผู้หญิงสูบบุหรี่" มีโอกาสเป็นโสดสูง

จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สำรวจเมื่อปี 2544) ระบุว่าคนไทยทั่วประเทศสูบบุหรี่ร้อยละ 22.5 หรือคิดเป็นจำนวน 10.6 ล้านคน อัตราการสูบบุหรี่ของผู้หญิงคิดเป็นร้อยละ 2.6 ของผู้หญิงทั้งหมด ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกวิเคราะห์ว่าการสูบบุหรี่ของผู้หญิงไทยมีอัตราที่สูงมากขึ้น (อัตราผู้หญิงสูบบุหรี่เพิ่มสูงมากกว่าผู้ชาย) เมื่อประเมินจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ที่กำลังเป็นอยู่คาดการณ์ว่าใน 20 ปีข้างหน้าอัตราการสูบบุหรี่ของผู้ชายจากร้อยละ 42.6 (ในปี 2543) จะลดลงเหลือร้อยละ 25.0 ในปี 2568 ในขณะที่อัตราการสูบบุหรี่ของผู้หญิงจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.6 เป็นร้อยละ 15.0 ในปี 2568 ที่น่าเป็นห่วงก็คือกลุ่มวัยรุ่นหญิงกำลังนิยมสูบบุหรี่มากขึ้น

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ร่วมกับสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ทำการสำรวจเรื่อง "ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ของผู้หญิงไทย : กรณีศึกษาประชาชนอายุ 15-30 ปีในเขตกรุงเทพมหานคร" โดยทำการสำรวจในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2548 จากประชาชนทั่วไปอายุ 15-30 ปี จำนวน 661 ตัวอย่าง และกลุ่มผู้หญิงอายุ 15-30 ปี ที่สูบบุหรี่จำนวน 419 ตัวอย่าง ผลสำรวจประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงตัดสินใจสูบบุหรี่ในครั้งแรกคือร้อยละ 51.8 มีความเครียด/กลุ้มใจ/รู้สึก หงุดหงิด ร้อยละ 28.4 ทดลองแล้วรู้สึกชอบรสชาติของบุหรี่ ร้อยละ 24.8 คิดว่าการสูบบุหรี่ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเป็นเรื่องธรรมดา ร้อยละ 21.7 เพื่อนชักชวนให้สูบบุหรี่/สูบตามเพื่อน ร้อยละ 21.0 มีเวลาว่าง ไม่รู้จะทำอะไรจึงสูบบุหรี่เป็นการฆ่าเวลา ร้อยละ 19.1 สูบแล้วรู้สึกว่าทำให้บรรยากาศการสังสรรค์มีความเพลิดเพลิน ร้อยละ 17.4 เห็นคนทั่วไปเขาสูบกับเลยสูบตาม ร้อยละ 12.9 ต้องการแสดงออกซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง ร้อยละ 11.0 ต้องการประชดชีวิต/ประชดสังคม เพื่อความสะใจ และร้อยละ 10.0 ต้องการความสดชื่น/กระปรี้กระเปร่า/กระฉับกระเฉง

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงติดบุหรี่ (ไม่ยอมเลิกสูบในปัจจุบัน) เป็นเพราะความเคยชิน/สูบมานานแล้ว รองลงมาคือต้องการผ่อนคลายความเครียด/ความหงุดหงิด



การสูบบุหรี่ของผู้หญิงใน กทม. จะเป็นที่พบเห็นของคนทั่วไปอยู่เสมอดังผลสำรวจที่พบว่า ร้อยละ 89.5 ของคนรุ่นใหม่ (อายุ 15-30 ปี) ในเขต กทม. มักจะพบเห็นการสูบบุหรี่ของผู้หญิง โดยแต่ละคนที่พบจะพบเฉลี่ย 15 ครั้งต่อเดือน

ร้อยละ 81.0 เห็นว่าการสูบบุหรี่ของผู้หญิงก่อให้เกิดผลกระทบกับคนรอบข้าง เช่น เพื่อน คนรัก ลูก พ่อแม่ พี่น้อง และคนทั่วไป มีเพียงร้อยละ 5.1 เห็นว่าไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับคนอื่น ร้อยละ 13.9 ระบุไม่แน่ใจ

มีประชาชนถึงร้อยละ 44.1 ระบุว่าในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาตนเองเคยถูกรบกวนจากผู้หญิงที่สูบบุหรี่ ในขณะที่ร้อยละ 45.0 ไม่เคยถูกรบกวน และร้อยละ 10.9 ไม่แน่ใจ

สำหรับตัวของผู้หญิงที่สูบบุหรี่เองก็ใช่ว่าจะดำเนินชีวิตได้อย่างสงบสุขเสมอไป เนื่องจากร้อยละ 20.1 ของผู้หญิงที่สูบบุหรี่เคยถูกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมจากคนรอบข้าง อาทิ ถูกมองด้วยสายตาไม่เหมาะสม แสดงอาการรังเกียจ บอกให้ไปสูบที่อื่น และไม่ยอมพูดด้วย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้หญิงที่สูบบุหรี่ร้อยละ 62.8 เคยถูกตำหนิจากพ่อแม่/ญาติผู้ใหญ่ และผู้หญิงที่สูบบุหรี่ที่มีแฟนหรือสามีแล้วร้อยละ 50.7 จะถูกสามีหรือแฟนตำหนิการสูบบุหรี่ของตนเอง

คนทั่วไปในปัจจุบันมองผู้หญิงที่สูบบุหรี่ด้วยสายตาที่ "ตำหนิติเตียน" ดังจะพบว่าหากเป็นผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่สูบบุหรี่ประชาชนร้อยละ 49.9 จะรู้สึกตำหนิเพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม/น่ารังเกียจ เสียบุคลิกภาพ ในขณะที่ร้อยละ 23.6 ไม่ตำหนิเพราะเห็นว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล รับผิดชอบตนเองได้แล้ว และร้อยละ 26.5 ไม่มีความเห็น

และถ้าหากว่าเป็นผู้หญิง อายุต่ำกว่า 20 ปีขึ้นไป ที่สูบบุหรี่ จะมีประชาชนถึงร้อยละ 72.4 ที่รู้สึกตำหนิเพราะเห็นว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่สมควรกับวัย ไม่เหมาะสม ในขณะที่ร้อยละ 9.5 ไม่ตำหนิเพราะเห็นว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล เป็นเรื่องธรรมดา และร้อยละ 18.1 ไม่มีความเห็น

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับไปถามผู้หญิงที่สูบบุหรี่ว่ามีความคิดที่อยากจะเลิกบุหรี่หรือไม่ ผลปรากฏว่าร้อยละ 68.4 มีความคิดที่จะเลิกบุหรี่ ในขณะที่ร้อยละ 31.6 ยังไม่คิดที่จะเลิกสูบ เหตุผลเพราะคิดว่าตนเองยังไม่ถึงกับติดบุหรี่ บางส่วนก็เลิกไม่ได้ สูบมานานแล้ว และไม่รู้ว่าจะเลิกไปทำไม

สำหรับเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงมีความคิดอยากเลิกสูบบุหรี่เพราะ ร้อยละ 59.4 เป็นห่วงสุขภาพตนเอง ร้อยละ 30.1 ตระหนักถึงผลเสียที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ร้อยละ 25.8 สิ้นเปลืองเงินทอง ร้อยละ 25.3 พ่อแม่/ญาติผู้ใหญ่อยากให้เลิกสูบ ร้อยละ 24.6 คนรักอยากให้เลิกสูบ ร้อยละ 12.2 รับรู้การโฆษณาต่อต้านการสูบบุหรี่ตามสื่อต่างๆ ร้อยละ 11.7 รับรู้การรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ขององค์กรต่างๆ

ในด้านประชาชนทั่วไปร้อยละ 88.0 เห็นด้วยที่จะให้มีการรณรงค์ให้ผู้หญิงลดเลิกการสูบบุหรี่เนื่องจากไม่อยากให้ผู้หญิงสูบบุหรี่ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในขณะที่ร้อยละ 1.7 ไม่เห็นด้วยเนื่องจากเห็นว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล ควรรณรงค์ให้ผู้ชายเลิกด้วย เป็นเรื่องสิทธิความเท่าเทียมระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย และร้อยละ 10.3 ไม่มีความเห็น

ผลสำรวจครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ จากการสอบถามเฉพาะในกลุ่มผู้ชายในหัวข้อว่า "จะเลือกผู้หญิงที่สูบบุหรี่มาเป็นแฟนหรือไม่" ผลปรากฏว่าร้อยละ 75.5 ระบุว่าไม่เลือกเนื่องจากไม่ชอบ ดูไม่ดี ไม่เป็นกุลสตรี ในขณะที่ร้อยละ 5.1 จะเลือกเนื่องจากเห็นว่าไม่มีอะไรเสียหาย ไม่ใช่ความผิดที่ร้ายแรง ไม่ใช่เรื่องสำคัญ และร้อยละ 19.4 ไม่แน่ใจ

ดังนั้น จากผลสำรวจนี้กล่าวได้ว่า หญิงสาวใดที่สูบบุหรี่ก็มีโอกาสที่จะได้ปีนคานขึ้นไปครองความโสดได้มากกว่าหญิงสาวทั่วไป เนื่องจากชายหนุ่มเกือบ 8 ใน 10 คนตั้งใจจะไม่เลือกผู้หญิงที่สูบบุหรี่มาเป็นแฟน

2005/Aug/31

ความรักเชื่อว่าใครๆก็ต้องมีแต่อยู่ที่ว่าจะเลือกรักแบบไหน รักยังไง ถ้ารักแบบผิดๆก็อาจะต้องพบกับความอกหัก ถ้าเลือกที่จะรักใครจะต้องรักให้เป็น แต่ร้อยทั้งร้อยถ้าเกิดมีความรักขึ้นมาแล้วการอกหักจะต้องตามมาแน่นอนเพราะ 2 สิ่งนี้มันจะมาคู่กัน แต่อยู่ที่ว่าอาการอกหักของแต่ละคนจะมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร ถ้าทุ่มเทความรักไปมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเจ็บมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะรักใครควรจะเผื่อใจไว้บ้าง อย่าไปทุ่มเต็มร้อย